|
[Quote Source]
เส้นทางสู่อิสลามของอดีตนีโอ-นาซีอังกฤษ
British Neo-Nazi’s Journey to Islam
โดย เดวิด ไมอัท (David Myatt ค.ศ.1950- )
หรือชื่อมุสลิม อับดุล-อาซิซ อิบนุ ไมอัท Abdul-Aziz ibn Myatt)
แปลโดย วาริษาฮ์ อัมรีล
http://www.newmuslimthailand.com/main/index.php
อิสลาม – คือ การยอมจำนนต่อพระผู้เป็นเจ้า ผมเปลี่ยนมารับอิสลามเพราะมันถึงเวลาแล้วที่จิตใจผม วิญญาณผม ได้ยอมรับว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮและมุฮัมมัดเป็นศาสนฑูตของ พระองค์
ส่วนสิ่งที่ผมเชื่อมั่นและยึดถือก่อนหน้าการเป็นมุสลิมนั้นช่างผิดเหลือแสน
ภาระหน้าที่ของผมในตอนนี้, เป้าหมายในชีวิตของผม, ก็คือทำตามพระประสงค์ของอัลลอฮ, ยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระองค์ – ต้องมานะพยายาม, อินชาอัลลอฮ, เพื่อทำตัวเป็นมุสลิมที่ดี เพื่อเป็นมุสลิมที่เคร่งครัด เพื่อใช้ชีวิตอย่างมุสลิม วิถีทางที่อัลลอฮได้ทรงบัญญัติมา ผ่านทางท่านศาสนฑูตมุฮัมมัด
หนึ่ง ในเรื่องวิเศษหลายอย่างที่เกิดขึ้นในวันที่ผมปฏิญาณตนรับอิสลามก็คือ อิหม่ามที่มัสยิดอธิบายว่าการที่ผมรับอิสลามนั้นเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ – อัลลอฮได้ยกโทษให้กับความผิดบาปต่างๆ ที่ผ่านมาของผมทั้งหมด
บัญชีความผิดที่ผ่านมานั้นได้ถูกลบล้างจนหมดสิ้นในวันที่ผมกล่าวชาฮาดาฮ์ – ปฏิญาณตนเป็นมุสลิม
จากนี้ไปผมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่พร้อมด้วยบัญชีเล่มใหม่ที่ขาวสะอาด
ตอนนี้ผมได้พบกับชีวิตใหม่แล้ว, ตัวตนใหม่ – เพราะผมเป็นมุสลิม, และมุสลิมทุกคนคือพี่น้องกัน, ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นอย่างไร, ไม่ว่าพวกเขาจะมีเชื้อชาติและสีผิวใดก็ตาม
มันเป็นไปได้อย่างไรนะหรือ, เพราะผม, ฝรั่งผิวขาวชาวตะวันตก, ผู้เคยมีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องยาวนานกับขบวนการการเมือง ‘ขวาจัด’ อนุรักษ์สุดๆ, ท้ายที่สุดแล้วในวันอาทิตย์หนึ่งอันแสนอบอุ่นผมได้มายืนอยู่หน้ามัสยิด พร้อมด้วยความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะก้าวเข้าไปข้างในและเปลี่ยนมารับอิส ลาม?
คำตอบง่ายๆ ก็คือ, เป็นเพราะพระประสงค์ของอัลลอฮไงล่ะ – พระองค์นำทางผมไปที่นั่น
ส่วนการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองของผมในอดีตนะหรือ, มันก็เป็นเรื่องของอดีต ตอนนี้สิ่งที่ผมต้องทำก็คือเชื่อมั่นศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า, พระผู้ทรงกรุณา, พระผู้ทรงเมตตา, พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
ดังที่ชี้คมุฮัมมัด ซาแลฮ อัล-มุนาจิด – นักวิชาการอิสลามชื่อดัง – ได้เคยกล่าวไว้ว่า:
“การ ไปถามเรื่องราวในอดีตของผู้อื่นและอยากรู้ว่าเขาเคยทำความผิดอะไรมาบ้างตอน ที่พวกเขาไม่ได้เป็นมุสลิมนั้นไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเลย อัลลอฮได้ปกปิดบาปของผู้คนและช่วยพวกเขาปกปิดด้วย (เช่นไม่เอาออกมาให้ผู้อื่นได้รับรู้) ดังนั้นเมื่อเขาผู้นั้นได้สำนึกผิด (หันมารับอิสลามแล้ว) บาปของเขาจะถูกลบล้างไปสิ้น อิสลามได้ลบล้างบัญชีบาปต่างๆ ที่คนๆ นั้นเคยทำมาทั้งหมด แล้วทำไมเราต้องไปตั้งคำถามกับอดีตของเขาเพื่อให้เขารู้สึกละอายเล่า? อัลลอฮรับคนผู้นั้นเมื่อเขาสำนึกผิดโดยที่คนๆ นั้นไม่ต้องสารภาพบาปต่อผู้ใดทั้งสิ้น และก็ในบรรดา ‘ศอฮาบะฮ์’ (สาวกใกล้ชิด) ของ ท่านศาสนฑูตมุฮัมมัดนั้นเล่า ก่อนหน้าที่พวกท่านเหล่านั้นได้หันมารับอิสลาม จำนวนมากก็เคยทำผิดบาปกันมามากมายนัก ทั้งเข่นฆ่าผู้อื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า, ฝังลูกสาวทั้งเป็น, เป็นขโมยขโจร, แต่เมื่อบรรดาศอฮาบะฮ์เหล่านั้นได้ก้าวเข้าสู่ร่มเงาแห่งอิสลามแล้ว พวกเขาได้กลายเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐ เป็นคนดีที่สุด เป็นผู้รังสรรค์อิสลามให้แผ่ไพศาล ไม่จำเป็นต้องไปเอ่ยถึงอดีตอันเลวร้ายของบรรดาท่านเหล่านั้นเลย; ความผิดบาปทั้งหลายมันจบไปแล้ว มันจบตั้งแต่วันที่ท่านเหล่านั้นรับอิสลาม. และอัลลอฮคือผู้ทรงให้อภัยยิ่ง, ทรงเมตตายิ่ง”
ใน การอธิบายแบบตะวันตกนั้น ชาวตะวันตกมักมองหาคำอธิบายเพื่อพยายามจะเข้าใจการรับอิสลามของผม ผมว่าการเดินทางสู่อิสลามของผมเริ่มต้นขึ้นตอนไปเที่ยวอียิปต์ และได้ไปเยี่ยมมัสยิดในฐานะนักท่องเที่ยว
เสียงอาซานนั่นแหละ – เสียงเรียกคนมาละหมาด กราบไหว้พระผู้เป็นเจ้า – ได้เริ่มต้นดังขึ้น แล้วผมก็หลงเสน่ห์ในเสียงอันไพเราะและสวยงามนี้ทันที
จริงๆ แล้วเป็นการหลงเสน่ห์เสียงอาซานโดยที่ไม่เข้าใจอะไรเลย ตอนนั้นผมรู้เกี่ยวกับอิสลามน้อยมาก แต่เมื่อได้ไปเที่ยวอียิปต์หลายครั้งเข้า ผมก็ได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ได้พูดคุยกับชาวอียิปต์หลายคนเรื่องศาสนาของพวกเขา และผมซื้ออัล-กุรอานฉบับแปลภาษาอังกฤษกลับมาบ้านด้วย จากนั้นเริ่มต้นอ่านนิดหน่อย ซึ่งผมพบว่ามันก็มีตรรกะเหตุผลเชียวละ จากนั้นเมื่อผมได้ศึกษาอิสลามเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งยอมรับในศาสนานี้ และยิ่งได้รู้จักมุสลิมเพิ่มขึ้น ผมก็ยิ่งยอมรับพวกเขา
แต่ ผมก็ยังเป็นคนอีโก้สูงอยู่นั่นเอง เป็นวิถีความคิดและการใช้ชีวิตแบบชาวตะวันตกทั่วไป และก็มีสองสิ่งที่ขวางกั้นผมจากการรับอิสลามและศึกษาเพิ่มเติมในตอนนั้น;
ข้อแรกสุดคือ, ความเชื่อในธรรมชาติที่ฝังแน่นอยู่กับผมมานานนักหนาแล้ว ความเชื่อในธรรมชาตินี้ก็คือทุกคนเป็นของแม่พระธรณี ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของมนุษย์เป็นความสำนึกแห่งธรรมชาติ
ข้อที่สอง, เป็นเรื่องของประเทศชาติ วัฒนธรรมของชาติ ซึ่งหลอมเราขึ้นมา, เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด, แต่ในหัวใจของผมแล้ว ผมรู้สึกเสมอถึงจักรวาล, ความมีเกียรติ, ความเห็นอกเห็นใจ, และผมรู้สึกเสมอถึงคุณลักษณะแห่งความศักดิ์สิทธิ์และน่าพิศวง
หลายครั้งหลายหนในชีวิต ผมเชื่อว่า ‘คุณลักษณะแห่งความศักดิ์สิทธิ์และน่าพิศวง’ นี้ต้องมาจากพระเจ้า, พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก – ในขณะที่อีกหลายครั้ง ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มาจากธรรมชาติ จากจักรวาล; จากสิ่งที่ผมเรียกว่า ‘บรรดาพระเจ้าทั้งหลาย’ (the gods)
นับทศวรรษ ที่ผมวนเวียนอยู่กับกำเนิดของอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ผมไม่รู้ว่ามาจากสิ่งไหน; พระเจ้าหรือธรรมชาติ, ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ ไม่ใช่ในแบบที่พวกนักหนังสือพิมพ์ชอบคิดว่าผมเป็น – คือพวกนี้ชอบคิดว่าผมเป็นพวกสุดโต่งที่เกลียดชังผู้อื่น
ซึ่งบางทีก็ผมเองก็เป็นคนที่ออกจะยโสเกินไปด้วย – เชื่อมั่นในตัวเองเกินไป เชื่อในแนวคิดของตัวเอง – และเพื่อลดความโอหังลง, มีความเห็นอกเห็นใจในผู้อื่น, ง่ายๆ ก็คือผมต้องยอมรับว่าผมเป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยพระผู้สร้างเท่านั้น
รับอิสลาม
การ รับอิสลามของผมเริ่มต้นอย่างจริงจังเมื่อผมต้องเริ่มงานใหม่ ทำงานหนักในฟาร์มด้วยตัวเอง การได้สัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติ การรู้จักชีวิตของผู้ใช้แรงงาน ได้ทำให้จิตวิญญาณของผม ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ ทำให้ผมได้ตระหนักถึงความเป็นหนึ่งเดียวของจักรวาล และทำให้ผมครุ่นคิดว่าผมได้มาเป็นส่วนหนึ่งของการจัดระเบียบอันมหัศจรรย์ของ พระเจ้าได้อย่างไร
ในหัวใจผม และในจิตวิญญาณผม ผมเชื่อว่าการจัดระเบียบของสากลโลกมิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ – แต่เป็นการสร้างขึ้นมา, อย่างเช่นการที่ผมถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นมนุษย์คนหนึ่ง
มันราวกับว่าธรรมชาติที่แท้จริงของผมได้ต่อสู้อย่างยาวนานกับ ‘ชัยตอน’ (มารร้าย) ใน สมรภูมิ ชัยตอนผู้ซึ่งล่อลวงผม แต่ต่อไปนี้มันจะไม่มีวันหลอกลวงผมได้อีกต่อไปแล้ว เพราะผมได้พบกับพระผู้สร้างหนึ่งเดียวที่สถิตอยู่ในหัวใจและจิตวิญญาณของผม แล้ว
นี่ถือเป็นครั้งแรกของชีวิตที่ผมรู้สึกอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างแท้จริง จากนั้น อาจจะด้วยความบังเอิญมั้ง (แต่จริงๆ แล้วผมว่าเป็นเพราะพระประสงค์ของอัลลอฮต่างหาก) ที่ทำให้ผมหยิบอัล-กุรอานฉบับแปลภาษาอังกฤษมาอ่าน อัล-กุรอานเล่มนี้ผมซื้อมาตอนไปเที่ยวอียิปต์ – จากที่ก่อนหน้านี้ผมแค่อ่านผ่านๆ ตรงนู้นบ้าง ตรงนี้บ้าง - แต่หนนี้ผมเริ่มอ่านอย่างจริงจัง
สิ่งที่ผมเจอในคัมภีร์ก็คือตรรกะ, เหตุผล, ความจริง, การเปิดเผยพระวจนะ, ความยุติธรรม, ความเป็นมนุษยชาติ, ความสวยงาม ผมเลยรู้สึกอยากเรียนรู้เกี่ยวกับอิสลามเพิ่มขึ้น ผมท่องเน็ตไปตามเว็บไซต์อิสลามที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อมาผมเจอเว็บหนึ่งที่มีไฟล์วีดิโอการอาซาน และเสียงอ่านโองการจากอัล-กุรอาน นี่ก็เป็นอีกหนหนึ่งที่หัวใจผมตอบรับเสียงเรียกแห่งอิสลาม แม้จะไม่มีมีคำบรรยายใดๆ เป็นภาษาอังกฤษให้ผมต้องเข้าใจความหมายของโองการเหล่านั้นเลย
ในช่วงไม่กี่วันถัดจากนั้นผมเริ่มเจออีกหลายเว็บไซต์ ผมอ่านทุกอย่างที่มี ผมต้องการรู้ว่าอิสลามสอนอะไร, ผมละอคติ, ละความยโสโอหัง, – ผมไม่ถูกล่อลวงโดย ‘ชัยตอน’ อีกต่อไปแล้ว – นี่คือทุกๆ สิ่งที่ผมรู้สึก และรู้สึกเสมอมาว่านี่คือความจริง: ความสง่างาม, ความมีเกียรติ, ความไว้เนื้อเชื่อใจ, ความยุติธรรม, ชุมชนอันเป็นหนึ่งเดียว, ความจริง, และความตระหนักในพระเจ้าในทุกๆ วิถีของชีวิตประจำวัน, ความต้องการวินัยในการใช้ชีวิต, วิถีทางจิตวิญญาณที่ไม่มุ่งหวังวัตถุนิยม, และการตระหนักว่าเราทุกคนเป็นบ่าวของพระผู้เป็นเจ้า
ผมรู้สึกพิศวงและทึ่งต่อชีวิตของท่านศาสนฑูตมุฮัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) และการขยายตัวของอิสลาม – ว่าในช่วงแรกเริ่มนั้นทำไมชาวอาหรับมุสลิมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น ‘ผู้หยาบคายป่าเถื่อน’ เร่ร่อนกลางทะเลทรายได้สร้างสรรค์อารยธรรมที่สูงสุดเท่าที่โลกเคยมีมาได้ โดยที่พวกเขาเพียงแค่ปฏิบัติตามคำพูด การกระทำ และการเปิดเผยพระวจนะโดยผ่านทางท่านศาสนฑูตเท่านั้น
ผมรู้สึกหลงเสน่ห์เมื่อได้อ่านชีวประวัติของท่านศาสนฑูตมุฮัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) และก็มีบางอย่างที่วิเศษสุดก็คือ: ท่านดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของทุกๆ สิ่งที่ผมรู้สึกได้ในหัวใจ ในจิตวิญญาณ เพื่อที่ผมจะได้เป็นคนมีคุณธรรมสูง เป็นผู้มีอารยะ
ในความรู้สึกผม ท่านศาสนฑูตคือบุรุษผู้เพียบพร้อม หาที่ติมิได้: ท่านคือบุคคลตัวอย่างที่เราต้องปฏิบัติตาม
ยิ่ง ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับอิสลามเพิ่มมากขึ้น ผมก็ยิ่งได้รับคำตอบเพิ่มขึ้นต่อข้อสงสัยที่มีมาตลอด 30 ปี ยิ่งศึกษาผมก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองได้ ‘กลับบ้าน’ – ราวกับว่าผมได้ค้นพบตัวเองแล้ว
มันช่างเหมือนกับตอนที่ผมไปเที่ยวอียิปต์ครั้งแรกและเดินสำรวจไปทั่วเมือง
สรรพเสียง, กลิ่นไอของเมือง, ทัศนียภาพ, ผู้คน, ในท่ามกลาง ‘ไคโรอิสลาม’ ที่เต็มไปด้วยมินาเร่ (หอคอยอาซาน) และเสียงเรียกคนมาละหมาด – ผมรู้สึกว่าผมเป็นคนที่นั่นจริงๆ – ผมไม่ชอบเสียงจ้อกแจ้กจอแจของเมืองใหญ่หรอก แต่ไคโรนี่ช่างต่างออกไปจากเมืองใหญ่อื่นๆ – ที่นี่ละ, ท่ามกลางผู้คนหนาแน่น, เสียงดังสนั่น, การจราจรติดขัด – ผมกลับนั่งได้เป็นชั่วโมงๆ เพื่อฟังเสียงอาซานจากเทป (ซึ่งผมเข้าใจความหมาย) และการท่องโองการจากอัล-กุรอาน (ซึ่งผมไม่เข้าใจความหมาย) – แท้จริงแล้ว, ที่นี่ละ, ที่ผมรู้สึกถึงคุณลักษณะแห่งความศักดิ์สิทธิ์และน่าพิศวง
การเปลี่ยนมารับอิสลามของผมจึงไม่มีคำถามเลย – แต่เป็นหน้าที่ที่ต้องทำต่างหาก. เพราะผมได้พบและยอมรับความจริงที่ว่า ‘ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ และมุฮัมมัดคือศาสนฑูตของพระองค์’
ดังนั้นผมจึงเข้าไปในมัสยิดเพื่อบอกว่าผมต้องการรับอิสลาม ทุกคนที่นั่นดีใจมากและเป็นมิตรอย่างจริงใจ – เป็นความรู้สึกของความเป็นพี่น้อง – ที่ทำให้ผมต้องหลั่งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้ม
และต้องขอบคุณอัลลอฮที่ทำให้ผมได้พบกับทางนำในท้ายที่สุด
ในชีวิตใหม่ของผม, ชีวิตมุสลิม, ยังมีเรื่องราวที่ต้องเรียนรู้อีกหลายอย่าง, และผมก็ปรารถนาจะศึกษา, เพราะผมเชื่อว่าผมมีทางนำชีวิตที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะพึงมีได้ – นั่นก็คือ คัมภีร์อัล-กุรอานและแบบอย่างการใช้ชีวิตของท่านศาสนฑูตมุฮัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน)
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
เดวิด วุลสตัน ไมอัท (David Wulstan Myatt) หรือชื่อมุสลิม อับดุล-อาซิซ อิบนุ ไมอัท (Abdul-Aziz ibn Myatt) ก่อนรับอิสลาม เดวิดได้ชื่อว่าเป็นนีโอนาซีตัวยงของอังกฤษ
เด วิดเป็นฝรั่งผิวขาวชาวอังกฤษ เกิดปี 1950 เติบโตมาในประเทศแทนซาเนียเนื่องจากบิดาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลอังกฤษที่นั่น ต่อมาเขาไปใช้ชีวิตแถบเอเชียตะวันออกไกล ก่อนจะกลับไปเข้าเรียนที่อังกฤษในปี 1967 เดวิดเรียนสาขาฟิสิกส์ แต่ไม่จบ หันเหจากชีวิตมหาวิทยาลัยไปร่วมกับขบวนการการเมืองนีโอ-นาซี
ก่อนจะละทิ้งความรุนแรง และรับอิสลามในปี 1998.
ที่มา: A British Neo-Nazi’s Journey to Islam. IslamOnline.net. 2 March 2006.
[End Quote]
P.S. It’s in Thai. I found the article and thought Myatt being talked about in Thai was cool, so I had to archive it here! – Chloe

